Translate

123456

สวัสดีครับกระผม นายไวยวิทย์ ปลูกชาลี 59010512076 ขอต้อนรับทุกคนเข้าสู่บล็อคของผมนะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการศึกษานะครับ ขอบคุณครับ

วันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

จังหวัดปราจีนบุรี

ตราประจำจังหวัดปราจีนบุรี


จังหวัดปราจีนบุรี


ข้อมูลทั่วไปจังหวัดปราจีนบุรี

            ปราจีนบุรี เดิมสะกดว่า ปราจิณบุรี เป็นจังหวัดในภาคตะวันออกของประเทศไทย เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีการพบซากโบราณสถานในหลายพื้นที่ของจังหวัด นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติหลายแห่ง มีอุทยานแห่งชาติอยู่ในเขตมรดกโลกถึง 3 แห่ง ทั้งยังเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ป่ามากที่สุดในภาคตะวันออกอีกด้วย
            แต่เดิมจังหวัดปราจีนบุรีมีพื้นที่กว้างใหญ่มาก เนื่องจากในอดีตเคยมีการยุบรวมจังหวัดนครนายกเข้ากับจังหวัดปราจีนบุรีในปี พ.ศ. 2485 เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณในสภาวะที่เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำระหว่างสงคราม  ต่อมาในปีพ.ศ. 2489 จึงมีพระราชบัญญัติจัดตั้งจังหวัดนครนายกขึ้นอีกครั้ง อย่างไรก็ตามพื้นที่ของจังหวัดปราจีนบุรีก็ยังคงมีความกว้างใหญ่ ทำให้เกิดปัญหาในการปกครองและให้บริการประชาชนเนื่องจากบางอำเภออยู่ห่างไกลจากตัวจังหวัดมาก จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติฯ ให้แยกบางอำเภอทางด้านทิศตะวันออกของจังหวัดปราจีนบุรีแล้วรวมกันจัดตั้งเป็นจังหวัดสระแก้ว ในปีพ.ศ. 2536 จนถึงปัจจุบัน
ปัจจุบัน จังหวัดปราจีนบุรีได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นหัวเมืองรองในด้านเศรษฐกิจที่สำคัญของภูมิภาค มีการลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้เกิดนิคมอุตสาหกรรมเกิดขึ้นใหม่มากมาย ทำให้ภาพรวมในจังหวัดดีขึ้น รายได้ต่อปีต่อหัวของประชากร เฉลี่ย 340,000 - 380,000 บาท อยู่ในอันดับ 6 ของประเทศไทย
ที่ตั้ง และอาณาเขต
            ที่ตั้ง     จังหวัดปราจีนบุรีตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกของประเทศไทย อยู่ระหว่างละติจูดที่ 13 องศา 39 ลิปดา ถึงละติจูดที่ 14 องศา 27 ลิปดาเหนือ และเส้นลองติจูดที่ 101 องศา 90 ลิปดา ถึงลองติจูดที่ 102 องศา 07 ลิปดาตะวันออก ห่างจาก กรุงเทพมหานคร 136 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 33 , 305 ใช้เวลาเดินทางเพียง 1.30 ชั่วโมง เป็นจุดเชื่อมโยง การคมนาคมจากกรุงเทพมหานคร ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศกัมพูชา ในรัศมี 100 กว่ากิโลเมตร
            ขนาด    จังหวัดปราจีนบุรีมีพื้นที่ทั้งหมด 4,762.362 ตารางกิโลเมตร หรือ 2,976,476 ไร่
อาณาเขต   มีอาณาเขตติดต่อดังนี้
            - ทิศเหนือ ติดกับ จังหวัดนครราชสีมา
            - ทิศตะวันออก ติดกับ จังหวัดสระแก้ว
            - ทิศตะวันตก ติดกับ จังหวัดนครนายก
            - ทิศใต้ ติดกับ จังหวัดฉะเชิงเทรา

การเมืองการปกครอง
การปกครองส่วนภูมิภาค การปกครองแบ่งออกเป็น อำเภอ 65 ตำบล 658 หมู่บ้าน
1.
อำเภอเมืองปราจีนบุรี
2.
อำเภอกบินทร์บุรี
3.
อำเภอนาดี
4.
อำเภอบ้านสร้าง 
5.
อำเภอประจันตคาม 
6.
อำเภอศรีมหาโพธิ 
7.
อำเภอศรีมโหสถ 
ลักษณะภูมิประเทศ
            พื้นที่ของจังหวัดปราจีนบุรี มีประมาณ ๓,๐๕๔,๔๔๙ ไร่ หรือ ๔,๘๘๗ ตาราง กิโลเมตร สภาพพื้นที่ทั่วไปเป็นที่ราบจนถึง ลักษะภูเขาสูงชัน ทางตอนเหนือ มีลักษณะเป็นเนินสูงจนถึงภูเขามีลักษณะเป็นป่าเขา ติดเทือกเขาดงพญาเย็น ทางตอนใต้และตะวันออก เป็นที่ราบมีสภาพเป็นป่าด้านตะวันตก มีลักษณะเป็นที่ราบลุ่ม
            อาณาเขตจังหวัดปราจีนบุรี ทิศเหนือ จดจังหวัดนครราชสีมา ทิศใต้จดจังหวัด ฉะเชิงเทรา ทิศตะวันออก จดจังหวัดสระแก้ว ทิศตะวันตกจด จังหวัดนครนายก แบ่งการปกครองเป็น ๗ อำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอศรีมหาโพธิ อำเภอศรีมโหสถ อำเภอประจันตคาม อำเภอบ้านสร้าง อำเภอกบินทร์บุรี และอำเภอนาดี
ลักษณะภูมิอากาศ
            ปราจีนบุรี มีสภาพอากาศที่แห้งแล้งและชุ่มชื้นสลับกัน แบบฝนเมืองร้อน ในฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะมีอากาศชุมชื้น ฝนตกตลอดฤดู แต่ในฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงเหนือหรือฤดูหนาวนั้นจะมีอากาศแห้งแล้ง มีฤดูแตกต่างกัน ๓ ฤดู คือ ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคม ฤดูหนาวเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคมถึง เดือนพฤษภาคม อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีประมาณ ๒๗-๓๐ องศาเซลเซียส



วีดีท่องเที่ยวจังหวัดปราจีนบุรี



จังหวัดชลบุรี

ตราประจำจังหวัดชลบุรี
จังหวัดชลบุรี
ข้อมูลทั่วไปจังหวัดชลบุรี
            จังหวัดชลบุรี เป็นจังหวัดที่ติดกับอ่าวไทยจังหวัดหนึ่งในภาคตะวันออกของประเทศไทย มีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงหลายแห่งตั้งอยู่ นอกจากด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแล้วยังเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจสำคัญของภาคตะวันออกอย่างมาก นอกจากนั้นยังเป็นทั้งในด้านพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมต่าง ๆ ของประเทศ
            ในอดีตจังหวัดชลบุรีนั้นเคยเป็นแหล่งที่ตั้งของเมืองท่าที่มีความสำคัญมาก แม้แต่ในปัจจุบันนี้ก็ยังคงเป็นที่ตั้งของท่าเรือที่มีความสำคัญของประเทศรองจากท่าเรือกรุงเทพ นั่นก็คือท่าเรือแหลมฉบัง เนื่องจากมีทำเลที่ตั้งเหมาะสม จังหวัดชลบุรีนั้นมีอาณาเขตติดกับจังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดระยอง และจังหวัดจันทบุรี
ที่ตั้ง และอาณาเขต
            จังหวัดชลบุรีตั้งอยู่ในภาคตะวันออกของประเทศไทย  หรือริมฝั่งทะเลตะวันออกของอ่าวไทย  ประมาณเส้นรุ้งที่ 12  องศา  30  ลิปดา-13 องศา  43 ลิปดาเหนือ  และเส้นแวงที่  100  องศา  45  ลิปดา-101 องศา 45  ลิปดาตะวันออก  ระยะทางจากกรุงเทพมหานครตามเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 34 (ถนนสายบางนา-ตราด)  รวมระยะทางประมาณ 81  กิโลเมตร  นอกจากนี้ยังมีเส้นทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 หรือ Motorway (กรุงเทพฯ-ชลบุรี) ระยะทาง
 79 กิโลเมตร ใช้ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ 45 นาทีเท่านั้น

            จังหวัดชลบุรีมีพื้นที่ทั้งสิ้น 2,726,875  ไร่ (4,363  ตารางกิโลเมตร) คิดเป็นร้อยละ 0.85 ของพื้นที่ประเทศไทย  (พื้นที่ของประเทศไทยประมาณ  320,696,875 ไร่  หรือ  513,115  ตารางกิโลเมตร)
            ทิศเหนือ              ติดกับจังหวัดฉะเชิงเทรา
            ทิศใต้                   ติดกับจังหวัดระยอง
            ทิศตะวันออก       ติดกับจังหวัดฉะเชิงเทรา  จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดระยอง
            ทิศตะวันตก         ติดกับชายฝั่งทะเลตะวันออกของอ่าวไทย
หน่วยการปกครอง
การปกครองส่วนภูมิภาค
จังหวัดชลบุรีแบ่งการปกครองส่วนภูมิภาคออกเป็น 11 อำเภอ 92 ตำบล 687 หมู่บ้าน โดยอำเภอทั้ง 11 อำเภอมีดังนี้
1. อำเภอเมืองชลบุรี
2. อำเภอบ้านบึง
3. อำเภอหนองใหญ่
4. อำเภอบางละมุง
5. อำเภอพานทอง
6. อำเภอพนัสนิคม
7. อำเภอศรีราชา
8. อำเภอเกาะสีชัง
9. อำเภอสัตหีบ
10. อำเภอบ่อทอง
11. อำเภอเกาะจันทร์

ลักษณะภูมิประเทศ
            ลักษณะภูมิประเทศของจังหวัดชลบุรีมีการผสมผสานกันมากถึง 5 แบบ  ทั้งที่ราบลูกคลื่นและเนินเขา  ที่ราบชายฝั่งทะเล  ที่ราบลุ่มแม่น้ำบางปะกง  พื้นที่สูงชันและภูเขา  รวมถึงเกาะน้อยใหญ่อีกมากมายที่ราบลูกคลื่นและเนินเขา ของชลบุรี  พบได้ทางด้านตะวันออกของจังหวัด  ในเขตอำเภอบ้านบึง  พนัสนิคม  หนองใหญ่  ศรีราชา  บางละมุง  สัตหีบ  และบ่อทอง  พื้นที่นี้มีลักษณะสูงๆ ต่ำๆ คล้ายลูกระนาด  ปัจจุบันพื้นที่นี้ส่วนใหญ่ถูกใช้ไปในการปลูกมันสำปะหลัง  สำหรับ ที่ราบชายฝั่งทะเล  นั้นพบตั้งแต่ปากแม่น้ำบางปะกง  ถึงอำเภอสัตหีบ  เป็นที่ราบแคบๆชายฝั่งทะเล  มีภูเขาลูกเล็กๆ สลับเป็นบางตอน  ถัดมาคือ  พื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำบางปะกง  มีลำน้ำคลองหลวงยาว 130 กิโลเมตร  ต้นน้ำอยู่ที่อำเภอบ่อทองและอำเภอบ้านบึง  ผ่านพนัสนิคม  ไปบรรจบเป็นคลองพานทองไหลลงสู่แม่น้ำบางปะกง  โดยดินตะกอนอันอุดมสมบูรณ์จากการพัดพาของแม่น้ำบางปะกงนี้เอง  ได้ก่อให้เกิดที่ราบลุ่มเหมาะสมต่อการเกษตรกรรม  ส่วน  พื้นที่สูงชันและภูเขา  นั้น  อยู่ตอนกลางและด้านตะวันออกของจังหวัด  ตั้งแต่อำเภอเมืองฯ  บ้านบึง  ศรีราชา  หนองใหญ่  และบ่อทอง  ที่อำเภอศรีราชานั้นเป็นต้นน้ำของอ่างเก็บน้ำบางพระ  แหล่งน้ำอุปโภคบริโภคหลักแห่งหนึ่งของชลบุรี
            จังหวัดชลบุรีมีชายฝั่งทะเลยาวถึง 160 กิโลเมตร  เว้าแหว่งคดโค้งสวยงาม  เกิดเป็นหน้าผาหิน  หาดทรายทอดยาว  ป่าชายเลน  ป่าชายหาด  ฯลฯ  ซึ่งอ่าวหลายแห่งสามารถพัฒนาไปเป็นท่าจอดเรือกำบังคลื่นลมได้เป็นอย่างดี  อาทิ  ท่าจอดเรือรบที่อำเภอสัตหีบ  เป็นต้น  สำหรับ เกาะ สำคัญๆมีอยู่ไม่น้อยกว่า 46 เกาะ  เช่น  เกาะสีชัง  เกาะค้างคาว  เกาะริ้น  เกาะไผ่  เกาะลอย  เกาะล้าน  เกาะครก  เกาะสาก  เกาะขาม  เกาะแสมสาร  และเกาะครามที่อยู่ในเขตทหารเรือของอำเภอสัตหีบ  เป็นแหล่งเพาะพันธุ์และอนุบาลเต่าทะเลที่หายากและใกล้สูญพันธุ์ของไทย  เป็นต้น  โดยเกาะเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นปราการธรรมชาติ  ช่วยป้องกันคลื่นลม  ทำให้ชลบุรีไม่ค่อยมีคลื่นขนาดใหญ่  ต่างจากจังหวัดระยอง  จันทบุรี  และตราด  ซึ่งมักมีคลื่นใหญ่กว่า   ด้วยเหตุนี้เองชายฝั่งของชลบุรีจึงเต็มไปด้วยท่าจอดเรือประมง  และเหมาะแก่การสร้างท่าจอดเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่  อาทิ  ท่าเรือแหลมฉบัง  เป็นต้น
            ภูมิประเทศอันหลากหลายดังกล่าว  หล่อหลอมให้ชลบุรีสามารถพัฒนากิจกรรมต่างๆได้อย่างต่อเนื่อง  ไม่ว่าจะเป็นด้านการเกษตร  อุตสาหกรรม  การพาณิชย์  การท่องเที่ยว  และการคมนาคมที่สะดวกสบาย

ลักษณะภูมิอากาศ
            จังหวัดชลบุรีมีลักษณะอากาศแบบมรสุมเขตร้อน  (Tropical Climate)  โดยได้รับอิทธิพลจากทั้งลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้  ในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม และได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือระหว่างเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์  ส่งผลให้จังหวัดชลบุรีมีฤดูกาลแตกต่างกันอย่างชัดเจน 3 ฤดู ได้แก่
            ฤดูร้อน     เดือนมีนาคม-เดือนพฤษภาคม  อากาศค่อนข้างอบอ้าว  แต่ไม่ถึงกับร้อนจัด
            ฤดูฝน       เดือนสิงหาคม-เดือนตุลาคม  มีฝนตกกระจายทั่วไป  โดยมักตกหนักในเขตป่าและภูเขา
            ฤดูหนาว   เดือนพฤศจิกายน-เดือนกุมภาพันธ์  อากาศไม่หนาวจัด  ทว่าเย็นสบาย  ท้องฟ้าสดใส ปลอดโปร่ง  และมีแดดตลอดวัน  นับเป็นช่วงเวลาซึ่งชายหาดจะคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยว ส่วนภาคเกษตรในฤดูนี้เป็นเวลาที่ค่อน

ข้างแล้ง  เพราะฝนทิ้งช่วงหลายเดือน

วิถีชีวิตและเศรษฐกิจ
            ชลบุรี เมืองชายทะเลที่ได้รับการกล่าวขานมากที่สุดแห่งบูรพาทิศ ดินแดนชายทะเลอันมั่งคั่งแห่งนี้ ได้ผันผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน จากการเป็นเมืองท่าค้าขายคึกคักในอดีต พัฒนามาสู่เมืองเกษตร อุตสาหกรรม และท่องเที่ยว สิ่งนี้อาจสะท้อนคุณลักษณะสำคัญของคนเมืองชล ซึ่งมีความขยัน และมองการไกล กอปรกับทรัพย์ในดินสินในน้ำ ต่างช่วยกันเอื้ออำนวยให้การพัฒนาในด้านต่างๆ  เป็นไปอย่างสะดวกราบรื่น และต่อเนื่อง 
            ปัจจุบันชลบุรีมีประชากรประมาณ  1,509,125  คน ประชากรแฝงประมาณ 1,500,000 คน  ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผู้โยกย้ายเข้ามาทำงานในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทว่าเมื่อพูดถึงผู้คนพื้นถิ่นจริงๆ ของชลบุรีแล้ว จะพบว่าคนชลบุรีมีอาชีพผูกพันอยู่กับท้องทะเล นาไร่ ทำปศุสัตว์ และทำเหมืองแร่ โดยลักษณะนิสัยของคนเมืองชลดั้งเดิมได้ชื่อว่าเป็นคนจริง ใช้ชีวิตเรียบง่าย ประหยัดอดออม เอาการเอางาน หนักเอาเบาสู้ มีความเป็นมิตร และพร้อมต้อนรับผู้มาเยือนเสมอ แม้ทุกวันนี้สภาพบ้านเมืองของชลบุรีจะเจริญรุดหน้าไปมาก อีกทั้งมีผู้คนต่างถิ่นโยกย้ายเข้ามาอาศัยผสมกลมกลืนกับชนดั้งเดิม ทว่า คนเมืองชลก็ยังคงรักษาขนบธรรมเนียม และประเพณีอันดีงามของตนเอาไว้อย่างเหนียวแน่น สะท้อนออกมาในรูปแบบงานเทศกาลประจำปีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานบุญกลางบ้าน และงานเครื่องจักสานพนัสนิคม งานประเพณีวันไหล (งานก่อพระทรายวันไหล) ในช่วงหลังวันสงกรานต์ งานประเพณีกองข้าวอำเภอศรีราชา งานประเพณีวิ่งควายอันคึกคักสนุกสาน รวมถึงงานแห่พระพุทธสิหิงค์และงานกาชาดชลบุรี เป็นต้น เหล่านี้ ล้วนแสดงให้ประจักษ์ถึงเอกลักษณ์ความโดดเด่นของคนชลบุรีได้อย่างชัดเจน
            คนเมืองชลในปัจจุบันนับถือศาสนาพุทธมากถึง 97 เปอร์เซ็นต์  ส่วนที่เหลือนับถือศาสนาคริสต์  อิสลาม  และอื่นๆ  โดยผสมผสานความเชื่อความศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้าไว้ในศาสนาที่ตนนับถือด้วย เช่น เมื่อถึงช่วงเทศกาลกินเจประมาณเดือนตุลาคมของทุกปี ผู้คนที่ศรัทธาก็จะพากันนุ่งขาวห่มขาว งดการบริโภคเนื้อสัตว์ แล้วเดินทางไปร่วมสวดมนต์บำเพ็ญทานยังโรงเจต่างๆ ทั่วจังหวัดชลบุรี หรือ อีกตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ คนเมืองชลมักเดินทางไปที่เขาสามมุข เพื่อสักการะ และขอพรจากเจ้าแม่สามมุขบริเวณเขาสามมุข ซึ่งไม่ห่างจากหาดบางแสน และอ่างศิลา  สองตัวอย่างนี้ คือความเชื่อของชาวจีนที่ผสานรวมเป็นเนื้อเดียวกับความศรัทธาท้องถิ่น  จนไม่สามารถแยกออกจากกันได้

            ชลบุรีเป็นย่านชุมชนจีนที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก คนจีนในชลบุรีส่วนใหญ่เป็นเชื้อสายแต้จิ๋ว ซึ่งเชี่ยวชาญการค้า และมีบทบาทสำคัญในเรื่องเศรษฐกิจ ประมง อุตสาหกรรม เกษตรกรรม และเข้ามาตั้งถิ่นฐานในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 2-3) อยู่แถบชายทะเลเมืองบางปลาสร้อย ทำการค้า และประมงอย่างกว้างขวาง จนมีเหลือส่งออกไปยังต่างประเทศ อีกทั้งเป็นผู้นำอ้อยเข้ามาปลูก และริเริ่มอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายแถบอำเภอบ้านบึง อำเภอพานทอง และอำเภอพนัสนิคม  ส่วนคนจีนที่อพยพเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 5 มักทำอาชีพปลูกผักและเลี้ยงเป็ดอยู่ในบริเวณเดียวกัน  สำหรับชนชาวลาวนั้น อพยพเข้ามาช่วงรัชกาลที่ 3  มีอาชีพทำไร่ ทำนา และมีความสามารถพิเศษในการทำหัตถกรรมจักสาน ส่วนชาวมุสลิมอพยพเข้ามาตั้งแต่สมัยอยุธยา ปัจจุบันมีอาชีพทำสวนผลไม้ ไร่มันสำปะหลัง และค้าขายในตลาด เป็นกลุ่มที่เคร่งครัดในประเพณี และศาสนา
            ทุกวันนี้ ชลบุรีได้ก้าวย่างผ่านยุคแห่งการพัฒนา จนสามารถบรรลุถึงความเพียบพร้อม ทั้งในแง่ของทรัพยากรธรรมชาติ  การท่องเที่ยว  อุตสาหกรรม  การเกษตร  วิถีชีวิต  และสามารถรักษาวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่นไว้ได้อย่างสมบูรณ์  กลายเป็นเมืองชายทะเลที่มีเสน่ห์  น่าเที่ยว  น่าลงทุน  และมีความปลอดภัยสูง

            ศักยภาพ และความโดดเด่นในหลายด้านของเมืองชลทั้งหมดดังกล่าว จึงกลายเป็นต้นทุนที่มั่งคั่งเพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ชลบุรีกลายเป็น “เพชรน้ำเอกแห่งบูรพาทิศ” ที่พร้อมเปิดประตูออกสู่สังคมโลกได้อย่างสมภาคภูมิ


วีดีโอท่องเที่ยวจังหวัดชลบุรี




จังหวัดระยอง






จังหวัดระยอง
ข้อมูลทั่วไปของจังหวัดระยอง
            จังหวัดระยองตั้งอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกของประเทศไทย อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ 179 กิโลเมตร มีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 100 กิโลเมตร มีเนื้อที่ 3,552 ตารางกิโลเมตรหรือ 2,220,000 ไร่

ลักษณะภูมิประเทศ
            ภูมิประเทศ เป็นที่ราบชายฝั่งที่เกิดจากการทับถมของตะกอนบริเวณแอ่งลุ่มน้ำระยอง และที่ลาดสลับเนินเขาและภูเขา มีลักษณะเป็นลอนลูกคลื่นสูงต่ำสลับกันไป โดยมีพื้นที่ ทิวเขา 2 แนว คือทิวเขาชะเมาทาง ทิศตะวันออก ซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเล 1,035 เมตร และทิวเขาที่อยู่ประมาณกึ่งกลางของตัวจังหวัดเป็นแนวยาวจากอำเภอเมืองระยองขึ้นไปทางเหนือจนสุดเขตจังหวัด มีแม่น้ำสายสั้นๆ ซึ่งเกิดจากเทือกเขาจันทบุรีและเทือกเขาบรรทัด ไหลลงสู่อ่าวไทย แม่น้ำที่สำคัญ ได้แก่แม่น้ำบางประกง แม่น้ำจันทบุรี แม่น้ำระยอง เป็นต้น ลักษณะชายฝั่งทะเลมีหาดทรายสวยงามและมีเกาะใหญ่น้อยเรียงรายเลียบตามแนวชายฝั่งนับเป็นทรัพยากรการท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ

ที่ตั้ง
            จังหวัดระยองตั้งอยู่ทิศตะวันออกของประเทศไทย ระหว่างเส้นรุ้งที่ 12-13 องศาเหนือ และเส้นแวงที่ 101-102 องศาตะวันออก มีพื้นที่ประมาณ 3,552 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ2,220,000 ไร่ อยู่ห่างจากรุงเทพฯ ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 179 กิโลเมตร

อาณาเขต
            - ทิศเหนือ ติดต่อเขตอำเภอหนองใหญ่ อำเภอบ่อทอง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
            - ทิศใต้ ติดชายฝั่งอ่าวไทย ยาวประมาณ 100 กิโลเมตร
            - ทิศตะวันออก ติดต่อเขตอำเภอนายายอาม อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี
            - ทิศตะวันตก ติดต่อเขตอำเภอสัตหีบ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี


ลักษณะภูมิอากาศ
            จังหวัดระยองมีลักษณะภูมิอากาศ แบบมรสุมเขตร้อน ลมทะเลพัดผ่านตลอดปี อากาศอบอุ่นไม่ร้อนจัด บริเวณชายฝั่งทะเลเย็นสบาย ในฤดูฝนจะมีฝนตกชุกระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคมของทุกปี สามารถเก็บน้ำไว้ในอ่างเก็บน้ำเพียงพอสำหรับการใช้อุปโภคบริโภคและอุตสาหกรรมได้ตลอดทั้งปี

การปกครองและประชากร
            แบ่งเขตการปกครองเป็น 8 อำเภอ โดยประกอบด้วย 54 ตำบล 439 หมู่บ้าน 80 ชุมชน ส่วนด้านการปกครองท้องถิ่น ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่ง เทศบาลนคร 1 แห่งเทศบาลเมือง 2 แห่ง เทศบาลตำบล 22 แห่ง และองค์การบริหารส่วนตำบล 42 แห่ง ประชากรของจังหวัดระยอง  วันที่ 31 ธันวาคม 2550 มีทั้งสิ้น 583,470 คน เป็นชาย 288,098คน คิดเป็นร้อยละ49.38 เป็นหญิง 295,372 คน คิดเป็นร้อยละ 50.62 ของประชากรทั้งหมด อำเภอที่มีประชากรมากที่สุด คือ อำเภอเมือง มีจำนวน 224,850 คน อำเภอที่มีประชากรน้อยที่สุด คือ อำเภอเขาชะเมา มีจำนวน 22,915 คน จำนวนครัวเรือนทั้งจังหวัดรวม 281,344 ครัวเรือน อำเภอเมืองระยองมีความหนาแน่นของประชากรมากที่สุด คือ 437 คนต่อหนึ่งตารางกิโลเมตร รองลงมาคือ อำเภอบ้านฉาง224 คนต่อหนึ่งตารางกิโลเมตร อำเภอที่มีประชากรหนาแน่นน้อยที่สุด คืออำเภอปลวกแดง และอำเภอวังจันทร์ 63 คนต่อหนึ่งตารางกิโลเมตร จากการคาดการณ์ว่าประชากรของจังหวัดระยองจะเพิ่มเป็น 638,017 คนในปี 2560 แต่ในสภาพความเป็นจริง จังหวัดระยองมีประชากรมากกว่าตัวเลขในทะเบียนราษฎร์ไม่ต่ำกว่า 300,000 คน ทั้งนี้เกิดจากการอพยพเข้ามาในแรงงานภาคอุตสาหกรรมและการบริการ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม
แผนที่แสดงเขตการปกครองจังหวัดระยอง

วีดีโอการท่องเที่ยวจังหวัดระยอง





วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ภาคจะวันออก ประเทศไทย

ภาคตะวันออก (ประเทศไทย)
            ภาคตะวันออก เป็นภูมิภาคย่อยทางตะวันออกของประเทศไทย เดิมถือเป็นส่วนหนึ่งของภาคกลาง อยู่ติดชายฝั่งอ่าวไทยด้านตะวันออก นับเป็นอีกภูมิภาคหนึ่งที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นแหล่งอุตสาหกรรม ผลไม้ และอัญมณีของประเทศ

อาณาเขตติดต่อ
            - พื้นที่ของภาคตะวันออกมีขอบเขตจรดภูมิภาคต่าง ๆ ดังนี้
            - ทิศเหนือ จรดภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
            - ทิศตะวันออก จรดประเทศกัมพูชา
            - ทิศใต้ จรดอ่าวไทย
            - ทิศตะวันตก จรดอ่าวไทย

แผนที่ภาคตะวันออก ประเทศไทย


การแบ่งเขตการปกครอง
            การแบ่งจังหวัดเป็นภูมิภาคด้วยระบบ 6 ภาค เป็นการแบ่งที่เป็นทางการโดยคณะกรรมการภูมิศาสตร์แห่งชาติ และประกาศใช้โดยราชบัณฑิตยสภา โดยภาคตะวันออกของระบบ 6 ภาคนี้ ประกอบไปด้วยเขตการปกครอง 7 จังหวัด ดังตารางข้างล่าง นอกจากนี้ ยังมีการจัดแบ่งภูมิภาคตามคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กำหนดให้ภาคตะวันออกมีทั้งหมด 9 จังหวัด ประกอบด้วย 7 จังหวัดข้างต้น รวมกับจังหวัดนครนายก และจังหวัดสมุทรปราการ 
ชื่อจังหวัด
อักษรไทย
ชื่อจังหวัด
อักษรโรมัน
จำนวนประชากร
(คน)
พื้นที่
(ตร.กม.)
ความหนาแน่น
(คน/ตร.กม.)
จันทบุรี
Chanthaburi
534,459
6,338.0
84.32
ฉะเชิงเทรา
Chachoengsao
709,889
5,351.0
132.66
ชลบุรี
Chonburi
1,509,125
4,363.0
345.89
ตราด
Trat
229,649
2,819.0
81.46
ปราจีนบุรี
Prachinburi
487,544
4,762.4
102.37
ระยอง
Rayong
711,236
3,552.0
200.23
สระแก้ว
Sakaeo
561,938
7,195.4
78.09
 
















แผนที่การแบ่งเขตการปกครองภาคตะวันออก

ลักษณะภูมิประเทศภาคตะวันออก
            ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปจะเป็นทิวเขา ที่ราบลุ่มแม่น้ำ ที่ราบชายฝั่งทะเล   
            – เขตภูเขา ได้แก่ ทิวเขาจันทบุรี ตั้งอยู่ตอนกลางของภาค วางตัวในแนวตะวันออก-ตะวันตก มียอดเขาสูงสุดคือ ยอดเขาสอยดาวใต้                            และทิวเขาบรรทัด วางตัวในแนวเหนือ-ใต้ มียอดเขาสูงสุดคือ เขาตะแบงใหญ่ เป็นภูเขาที่กั้นพรมแดนไทยกับกัมพูชา
            – เขตที่ราบลุ่มแม่น้ำ เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำอยู่ทางตอนเหนือของภาค อยู่ระหว่างเทือกเขาสันกำแพง และเทือกเขาจันทบุรี
            – เขตที่ราบชายฝั่งทะเล ตั้งแต่เทือกเขาจันทบุรีไปจนถึงอ่าวไทยเป็นที่ราบชายฝั่งแคบ ๆ ที่มีภูมิประเทศสวยงาม และมีแม่น้ำหลายสายไหลผ่าน
            ภาคตะวันออกมีพรมแดนติดต่อกับกัมพูชาที่จังหวัดสระแก้ว จันทบุรี และตราด มีสันปันน้ำของเทือกเขาบรรทัดที่จังหวัดจันทบุรี และตราดเป็นพรมแดนธรรมชาติ และมีพรมแดนเรขาคณิต คือ พรมแดนที่กำหนดขึ้นเป็นเส้นตรงลากเชื่อมจุดต่าง ๆ เรียกพื้นที่นี้ว่าฉนวนไทย
คือ พรมแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำปราจีนบุรีต่อกับที่ราบต่ำเขมร มักจะมีปัญหาเรื่องการล่วงล้ำดินแดนอยู่เสมอ ตั้งอยู่ที่จังหวัดสระแก้วในปัจจุบัน
แผนที่แสดงลักษณะภูมิประเทศภาคตะวันออก


แม่น้ำสายสำคัญของภาคตะวันออก
     1. แม่น้ำบางปะกง หรือแม่น้ำปราจีนบุรี เป็นแม่น้ำสายที่ยาวที่สุดในภาคตะวันออก มีต้นกำเนิดอยู่ที่เทือกเขาสันกำแพง และเทือกเขาจันทบุรี และไหลลงทะเลที่อำเภอบางปะกงจังหวัดฉะเชิงเทรา
     2. แม่น้ำระยอง มีต้นกำเนิดที่จังหวัดชลบุรี ไหลลงทะเลที่จังหวัดระยอง
     3. แม่น้ำเวฬุ มีต้นกำเนิดที่เทือกเขาจันทบุรี และไหลลงทะเลที่จังหวัดจันทบุรี
     4. แม่น้ำจันทบุรี

แม่น้ำสายสำคัญภาคตะวันออก

ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก
ภาคตะวันออกมีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 515 กิโลเมตร มีลักษณะภูมิประเทศที่สวยงาม เช่น
            – อ่าว ได้แก่ อ่าวอุดม อ่าวสัตหีบ อ่าวระยอง
            -แหลม ได้แก่ แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี แหลมสารพัดพิษ จังหวัดตราด
            – เกาะ ได้แก่ เกาะช้างที่จังหวัดตราด เกาะกูดที่จังหวัดตราด เกาะสีชังที่จังหวัดชลบุรี เกาะเสม็ดที่จังหวัดระยอง

ลักษณะภูมิอากาศของภาคตะวันออก
            ลักษณะภูมิอากาศของภาคตะวันออกคล้ายคลึงกับภาคใต้ คือ

            -ทางตอนบนของภาคจากปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทราจะมีลักษณะอากาศแบบสะวันนา (Aw)
            -ส่วนทางตอนล่างคือจันทบุรีและตราด จะมีลักษณะอากาศแบบร้อนชื้นแบบมรสุม (Am) คือ มีฝนตกชุก อากาศร้อนชื้นจังหวัดที่มีปริมาณฝนมากที่สุดคือ ตราด และจังหวัดที่มีฝนตกน้อยที่สุดคือ ชลบุรี

ปัจจัยที่ควบคุมอุณหภูมิของภาคตะวันออก
            1. ลมพายุ ได้รับอิทธิพลจากพายุดีเปรสชันจากทะเลจีนใต้ทำให้เกิดฝนตกหนัก
            2. ได้รับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดจากอ่าวไทย ทำให้เกิดฝนตกในภาคนี้
ส่วนลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือไม่ค่อยมีผลต่อภาคตะวันออกมากนัก เนื่องจากมีทิวเขาสันกำแพงและพนมดงรักเป็นแนวกั้นไว้ อากาศจึงไม่ค่อยหนาวเย็น
             3. การวางตัวของแนวเทือกเขาจันทบุรีและเทือกเขาบรรทัดจะกั้นทิศทางของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้ฝนตกชุกในเขตจังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด
            4. ระยะใกล้ไกลทะเล ทางตอนบนของภาคอยู่ห่างจากทะเลมีผลทำให้อากาศร้อน อุณหภูมิสูง ส่วนทางตอนล่างของภาคจะได้รับลมทะเลทำให้อากาศเย็นสบาย

ทรัพยากรธรรมชาติของภาคตะวันออก
            1. ทรัพยากรดินดินส่วนใหญ่ของภาคตะวันออกเป็นดินปนทราย ระบายน้ำได้ดี ไม่อุดมสมบูรณ์ บริเวณที่มีน้ำทะเลท่วมถึงจะเป็นดินโคลนหรือดินเหนียว ส่วนดินที่เกิดจากการสลายตัวของหินบะซอลต์ หินปูนในบริเวณที่สูงเหมาะแก่การปลูกพืชสวน เช่น เงาะ ทุเรียน มังคุด เป็นต้น ส่วนบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำมีดินอัลลูเวียนที่เหมาะใช้ทำนา
            2. ทรัพยากรน้ำภาคตะวันออกมีฝนตกชุกยาวนานและมีแม่น้ำสายสั้น ๆ หลายสายค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ แต่ยังมีการขาดแคลนน้ำจืดในเขตอุตสาหกรรมและแหล่งท่องเที่ยว เช่น จังหวัดชลบุรี
            3. ทรัพยากรป่าไม้พื้นที่ป่าไม้ส่วนใหญ่ของภาคตะวันออกจะเป็นป่าดงดิบ ป่าดิบเขา ป่าสนเขา ป่าชายเลน และป่าเบญจพรรณ จังหวัดที่มีพื้นที่ป่าไม้มากที่สุดคือ จังหวัดปราจีนบุรี ส่วนจังหวัดที่มีป่าไม้น้อยที่สุดคือ จังหวัดชลบุรี
            4. ทรัพยากรแร่ธาตุภาคตะวันออกมีแร่หลายชนิด ได้แก่
               – เหล็ก พบที่จังหวัดปราจีนบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา
              – พลวง พบที่จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี
             – แร่รัตนชาติ เช่น คอรันตัม(พลอยสีน้ำเงิน,ไพลิน) บุษราคัม พบมากที่จังหวัดจันทบุรี และตราด ,ทับทิม พบที่จังหวัดตราด
                – แร่เชื้อเพลิง พบที่บริเวณอ่าวไทย บริเวณมาบตาพุดจังหวัดระยอง

กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญ
            1. การเพาะปลูก ที่ราบลุ่มแม่น้ำต่าง ๆ จะทำนาส่วนใหญ่พืชผลที่สำคัญได้แก่ เงาะ ทุเรียน มังคุด ขนุน เป็นต้น
            2. การเลี้ยงสัตว์ มีการเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นอาหาร ได้แก่ ไก่ เป็ด
            3. การประมง มีการทำประมงน้ำเค็มบริเวณชายฝั่งที่ติดทะเล เช่น ชลบุรี ระยอง ส่วนประมงน้ำจืดที่จังหวัดปราจีนบุรี
            4. การทำเหมืองแร่ แร่รัตนชาติที่จังหวัดจันทบุรี และตราด
            5. อุตสาหกรรม มีการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเล จัดเป็นนิคมอุตสาหกรรม เช่น   
                        - แหลมฉบัง เป็นอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมหนัก
                        - สัตหีบ เป็นอุตสาหกรรมการต่อเรือ ขนถ่ายสินค้าทางเรือ